ประวัติค่ายมวย ว.สาครฤทธิ์

                   นาวาตรี หลวงวิเศษสาครฤทธิ์    (มะลิ  มัลลิกะนาวิน  ซึ่งเป็นคุณตาของนางสุชานี  แสงสุวรรณ) ท่านเป็นลูกศิษย์ของ พลเรือเอก  พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์   พระบิดาแห่งกองทัพเรือ โดยคุณหลวงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือเป็นนักเรียนนายเรือ พรรคนาวินรุ่นที่  ๑๒  พ.ศ. ๒๔๕๕ เข้ารับราชการกองทัพเรือต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
พระราชทานนามสกุลให้ว่า
มัลลิกะนาวิน” เมื่อวันที่ ๑๔  ธันวาคม ๒๔๕๗ ขณะดำรงยศนายเรือตรีตำ
แหน่ง
ผู้บังคับการเรือเทวาสุราราม 

              หลวงวิเศษสาครฤทธิ์ ได้รับการฝึกฝนศิลปะมวยไทยจนเชี่ยวชาญจากกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ซึ่งทรงเป็นเลิศนับเป็นปรมาจารย์ครูมวยไทยอีกพระองค์หนึ่ง  ต่อมากรมหลวงฯ ทรงมีพระเมตตาแบ่งนักมวยที่ทรงได้รับจากข้าหลวงมณฑลต่าง ๆ ซึ่งทรงอุปถัมภ์ไว้   วังเปรมประชากร(ปัจจุบัน คือ คณะบริหารธุรกิจและคณะศิลปศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร  )  ให้แก่คุณหลวงนำมาไว้ที่บ้านสวนคลองกระท้อนแถวย่านพรานนก   บางกอกน้อย เรียกกันว่า มวยบ้านหลวงวิเศษ(เป็นที่ตั้งค่ายมวย ว.สาครฤทธิ์ในปัจจุบัน )   

                ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่    หลวงวิเศษสาครฤทธิ์ ลาออกจากราชการกองทัพเรือ เพื่อประกอบธุรกิจส่วนตัวด้านการเดินเรือพาณิชย์ ไปยังต่างประเทศจึงทำให้ต้องเลิกกิจการค่ายมวยไปโดยปริยายในเวลาต่อมา  นาวาเอกมโนธร แสงสุวรรณ  คู่สมรสของ  คุณสุชานี ซี่งมีความสนใจในวิชามวยไทยและได้ส่งเสริมนักมวยที่มาประจำการเป็นทหารเกณฑ์จึงได้ดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟูกิจการค่ายมวยบนพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่
คุณหลวงวิเศษสาครฤทธิ์
 ภายใต้ชื่อ  ค่ายมวย ว.สาครฤทธิ์ โดยทำการจดทะเบียนเป็นค่ายมวยกับสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวยในปี พ.ศ. ๒๕๔๒  มีนาวาเอกมโนธร แสงสุวรรณ เป็นหัวหน้าและผู้จัดการค่ายในช่วงแรกของการดำเนินงานได้ส่งเสริมมวยอาชีพโดยอุปการะเยาวชนที่ผู้ปกครองสมัครใจให้เป็นนักมวยฝึกฝนขึ้นแข่งขันในเวทีมาตรฐานพร้อมทั้งอุปการะส่งเสียให้เรียนหนังสือที่โรงเรียนสวนอนันต์ (ระดับมัธยม) และโรงเรียนวัดอัมพวา
(ระดับประถม) วัตถุประสงค์การดำเนินงานของค่ายมวย  ว.สาครฤทธิ์  ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินจำนวน ๒ ไร่ของบริเวณบ้านหลวงวิเศษสาครฤทธิ์  ซอย จรัญสนิทวงศ์ ๒๒  ( วัดอัมพวา ) เพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติไทย  และต้องการทำประโยชน์อนุรักษ์ศิลปะป้องกันตัวโดยตอนแรกส่งเสริมให้เกิดมวยอาชีพ  แต่พอทำไปได้สักระยะมวยอาชีพมีเรื่องของธุรกิจ  และการพนันเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น   ทำอย่างไรศิลปวัฒนธรรมขั้นสูงของไทยจะออกจากวังวนในสิ่งไม่พึงประสงค์  จึงคิดทำเรื่องโครงการค่ายมวยสีขาว”  เพื่อส่งเสริมและสร้างจิตสำนึกให้แก่นักมวยและผู้เกี่ยวข้องกับวงการมวยได้ร่วมให้ความสำคัญเรื่องมวยไทยในรูปแบบของการกีฬาที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในแวดวงของการพนัน และธุรกิจ  เพื่อให้ประชาชนเกิดความนิยมชื่นชมศิลปะมวยไทย  ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ชั้นสูงของวัฒนธรรมไทย  ที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาติ   สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไปทั่วโลก   แต่ในเบื้องต้น  โครงการค่ายมวยสีขาว  ยังไม่ได้รับความร่วมมือ จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควรแต่นางสุชานี  แสงสุวรรณ  ยังมีความยึดมั่นในอุดมการณ์ที่ตั้งใจไว้ในการคิดทำเรื่องมวยให้เป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและสืบสานพัฒนาเพื่อการเผยแพร่จึงได้หารือและขอความร่วมมือจากคู่สมรส หัวหน้าค่ายมวย ว.สาครฤทธิ์  ในการหยุดสร้างนักมวยอาชีพในระบบธุรกิจเปลี่ยนเป็นการอบรมศิลปะมวยไทยเพื่อการศึกษาและเอกลักษณ์ไทย                    

ต่อมาค่ายมวย ว.สาครฤทธิ์ได้รับอนุมัติจาก   ฯพณฯ องคมนตรี
  ให้เปิดดำเนินการโครงการลานกีฬามวยไทยต้านภัยยาเสพติดสาขาลานมวยครูเสือกรุงธนบุรี  เป็นสาขาที่     โดยอนุมัติเห็นชอบให้นางสุชานี  แสงสุวรรณ( เกษะโกมล )  เป็นผู้อำนวยการโครงการฯสาขาลานมวยครูเสือกรุงธนบุรีหลังจากที่ได้ดำเนินการมาแล้ว ๔ สาขา ๑) สาขาวังทองหลาง   ) สาขาชุมชนคลองเตย   ) สาขาวัดชลประทานฯ   และ ๔) สาขานนทบุรี